บทที่ 2 โบยสิบไม้
เจียงหว่านอี๋รู้สึกว่าลำคอของตนแห้งผาก
เซี่ยจิ่งเหิง เป็นไปไม่ได้ นางเพิ่งเห็นเขาเมื่อครู่
ไม่ใช่เด็กคนนี้ เซี่ยจิ่งเหิงที่นางเห็นเมื่อครู่สูงกว่านี้มาก ไหล่กว้างกว่าเดิม ใบหน้าคมคายกว่าเดิม และมือข้างนั้น...มือข้างนั้นบีบกรามนางไว้แน่นขณะกรอกยาพิษลงคอ
รสขมพลันย้อนกลับขึ้นมาในปาก
เจียงหว่านอี๋ยกมือปิดริมฝีปากทันที
“คุณหนู!” สาวใช้ตกใจ รีบเข้ามาประคอง
“ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ?”
“อย่าแตะข้า!”
นางสะบัดมือออกตามสัญชาตญาณ
น้ำเสียงยังคงเอาแต่ใจเหมือนเดิม สาวใช้รีบถอยหนี
เจียงหว่านอี๋กลับไม่มีเวลาสนใจ นางก้มมองมือตัวเอง มือเล็ก นิ้วเรียวอวบเล็กน้อย ผิวขาวนุ่ม ไม่มีรอยบาด ไม่มีคราบเลือด นางจับใบหน้าตัวเอง แก้มยังนุ่ม ร่างกายก็เล็กลง นี่มัน...
“คุณหนูใหญ่?” เจียงหว่านอี๋หันกลับไปมองเด็กหนุ่มกลางลานอีกครั้ง คราวนี้เซี่ยจิ่งเหิงเงยหน้าขึ้นพอดี สายตาของทั้งสองสบกันเพียงชั่วขณะเดียว
เจียงหว่านอี๋รู้สึกเหมือนยาพิษถ้วยนั้นถูกกรอกลงคออีกครั้ง นางขยับถอยหลังทันที ความหนาวเหน็บลามไปทั่วแผ่นหลัง เด็กหนุ่มชะงัก สาวใช้ข้างกายก็ชะงักเช่นกัน
ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูใหญ่จึงมีสีหน้าราวกับเห็นผี เจียงหว่านอี๋สูดลมหายใจแรงตั้งสติ เขายังเด็ก ใช่แล้ว วันนี้...ความทรงจำที่เกือบลืมไปแล้วค่อย ๆ ไหลกลับเข้ามา วันนี้เซี่ยจิ่งเหิงถูกกล่าวหาว่าทำปิ่นหยกของนางตกแตก
ปิ่นหยกชิ้นนั้นเป็นของที่มารดามอบให้ นางชอบมาก
เมื่อเห็นมันแตกอยู่บนพื้นก็โกรธจนไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ ชาติที่แล้ว นางสั่งโบยเขาห้าสิบไม้ เด็กอายุสิบสาม
ถูกโบยห้าสิบไม้เต็ม ๆ หลังจากนั้นเขาลุกจากเตียงไม่ได้ไปร่วมเดือน นางแทบจะเอาชีวิตเขา
ส่วนตัวนาง...ไม่เคยไปดูเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“คุณหนูใหญ่” สาวใช้เห็นนางเงียบอยู่นานจึงเอ่ยเตือน “ไม้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงหว่านอี๋เหลือบมองไปด้านข้าง บ่าวชายสองคนยืนถือไม้กระบองอยู่จริง ๆ หัวใจนางเย็นวาบ
ภาพชายหนุ่มในชุดขุนนางปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง
ห้าสิบไม้...ไม่ได้! หากตีห้าสิบไม้เหมือนเดิม
วันหน้าต้องถูกกรอกยาพิษอีกแน่ แต่หากไม่ตีเลย?
เจียงหว่านอี๋หันไปมองคนรอบข้าง
ทุกคนกำลังมองนาง แม้แต่เซี่ยจิ่งเหิงก็ยังมอง
นางกัดฟันข่มกรามแน่น ไม่ได้เช่นกัน
นางโกรธจนสั่งคนลากเขามาแล้ว จู่ ๆ จะบอกว่าไม่เอาความ นั่นมิใช่แปลกเกินไปหรือ
อีกอย่าง...นางมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ถึงเขาจะยังไม่ได้ฆ่านางในตอนนี้ แต่ใบหน้าก็ยังเป็นใบหน้าเดียวกันอยู่ดี เห็นแล้วน่าโมโห!
“โบย” นางเอ่ยออกมาในที่สุด
เซี่ยจิ่งเหิงลดสายตาลงอย่างสงบนิ่ง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ สาวใช้ถามทันที “ห้าสิบไม้เหมือนเดิมใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงหว่านอี๋สะดุ้ง “ใครบอกห้าสิบ!” เสียงดังเสียจนทุกคนเงียบลง นางรู้ตัวว่าตนออกอาการมากเกินไป
จึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ทำสีหน้ารำคาญเหมือนคุณหนูใหญ่ผู้ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
“สิบไม้ก็พอ”
สาวใช้กะพริบตา
“สิบ...ไม้หรือเจ้าคะ?”
“หูหนวกหรือ”
“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ เพียงแต่...”
สาวใช้เหลือบมองเด็กหนุ่มกลางลานอย่างลังเล
“คุณหนูโกรธเขามากมิใช่หรือเจ้าคะ ปิ่นหยกชิ้นนั้นท่านรักมาก หากเพียงสิบไม้ เกรงว่าจะเบาเกินไป...”
เจียงหว่านอี๋คิด..นั่นสิ ต้องมีเหตุผล นางจะบอกได้อย่างไรว่าหากตีมากเกินไป อีกเจ็ดปีข้างหน้าเขาอาจกรอกยาพิษใส่ปากนางหนักกว่าเดิม สายตาของนางเลื่อนไปยังเซี่ยจิ่งเหิงอีกครั้ง
เด็กหนุ่มยังคุกเข่าเงียบ ๆ ผอมถึงเพียงนั้น หากถูกตีห้าสิบไม้จริง ร่างกายคงไม่อาจรับไหว เจียงหว่านอี๋พลันนึกเหตุผลออก นางแค่นเสียง
“หากตีจนลุกจากเตียงไม่ได้ แล้วหลายวันต่อจากนี้ข้าจะรังแกผู้ใด?”
ลานเรือนเงียบลงทันทีสาวใช้ทำหน้าราวกับเข้าใจในที่สุด บ่าวชายสองคนก็ไม่สงสัยอีก แม้แต่เจียงหว่านอี๋เองยังรู้สึกว่าเหตุผลนี้สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง
มีเพียงเด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่กลางลานเท่านั้นที่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีดำคู่นั้นมองตรงมายังนาง เจียงหว่านอี๋สบตาเขา หัวใจพลันกระตุกไม่รู้เพราะเหตุใด
นางรู้สึกว่าลำคอเริ่มขมขึ้นมาอีกแล้ว จึงรีบเชิดหน้าหนี
“มัวยืนทำอะไร”
นางกล่าวเสียงเย็น
“ตีสิ”
อย่างไรเสีย...สิบไม้ย่อมดีกว่าห้าสิบไม้
ลดไปตั้งสี่สิบไม้เชียวนะ
